อุทยานธรณีโคราช

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) มีนโยบาย ที่จะอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาที่มีคุณค่าในระดับนานาชาติ และ/หรือแหล่งธรรมชาติอื่นหรือวัฒนธรรมในพื้นที่ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของท้องถิ่น พื้นที่จังหวัดนครราชสีมามีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีคุณค่าในระดับนานาชาติ อีกทั้งมีแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ ประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สำคัญ ยังเป็นจังหวัดเดียวของประเทศไทยที่มีโปรแกรมการอนุรักษ์และริเริ่มขององค์การยูเนสโกอยู่แล้วถึง 2 โปรแกรม คือ 1) มรดกโลก (World Heritage) ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 2) มนุษย์และชีวมณฑล (Man & Biosphere) พื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าสะแกราช สำหรับโปรแกรมที่ 3) จีโอพาร์คโลกยูเนสโก (UNESCO Global Geopark) นั้น มีคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก ซึ่งเคยมาตรวจสอบพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2558 เห็นว่าพื้นที่ในเขตอำเภอสีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เมืองนครราชสีมา และเฉลิมพระเกียรติ เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการดำเนินการจัดตั้งเป็นจีโอพาร์คโลกได้ในอนาคต ทางจังหวัดนครราชสีมาจึงได้ประกาศให้เป็นจีโอพาร์คระดับจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2558 เพื่อดำเนินการพัฒนายกระดับการจัดตั้งจีโอพาร์ค การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตต่อไป

ความหมายของ “โคราชจีโอพาร์ค” หมายถึง “พื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง ในเขตอำเภอสีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เมืองนครราชสีมา และ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ที่มีภูมิประเทศเขาเควสตา (เขารูปอีโต้) และฟอสซิล 3 ยุค 1 โดดเด่นเป็น เอกลักษณ์ (Cuesta & Fossil Land) เชื่อมโยงกับระบบนิเวศป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และวิถีชีวิตผู้คนกว่า 4,000 ปี

ความโดดเด่นของอุทยานธรณีโคราชจีโอพาร์คประกอบไปด้วย

1. ลักษณะภูมิประเทศเควสตา (Cuesta) หรือเขารูปอีโต้
“เควสตาโคราช (Khorat Cuesta)” เป็นชื่อเควสตาบริเวณขอบและใกล้ขอบที่ราบสูงโคราช (Khorat Plateau) ของหินทรายหมวดหินพระวิหารและหมวดหินภูพานที่ต้านทานมากกว่าหินโผล่ของหมวดหินอื่น ๆ จึงก่อให้เกิดเป็นเควสตาหรือเขารูปอีโต้ 2 แนวคู่ขนานกัน (Double Cuesta) จำนวนมากกว่า 20 เขา ในพื้นที่ จีโอพาร์ค โดยมีความสูงอยู่ในช่วง 400-800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เช่น เขายายเที่ยง เขาขนานจิต เขากระโดน เขาสะเดา เขาซับประดู่ เขาปืนแตก เขาเขียว เขาสามสิบส่าง เป็นต้น และอยู่ในเขต อำเภอสีคิ้ว กับอำเภอสูงเนิน เขาเหล่านี้เกิดจากลำตะคองและสาขาไหลตัดผ่านหรือเซาะกร่อน น้ำตะกอนกรวด ทราย ทรายแป้งและดินเหนียวไปทับถมในที่ราบหรือที่ราบลุ่มจนถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จึงทำให้เกิดภูมิประเทศ เขาสลับหุบเขาเป็นแนวในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณด้านตะวันตกสุด ซึ่งบางส่วน เกิดเป็นช่องเขาน้ำกัด (Water Gap) เช่น บริเวณลำตะคองระหว่างเขายายเที่ยงและเขาเขื่อนลั่น กับเขา ขนานจิตและเขาเตียน ทำให้สามารถสร้างเขื่อนล าตะคองได้ ส่วนบริเวณที่ถัดออกมาทางด้านตะวันออก ลำตะคองและสาขาไหลกัดเซาะพื้นที่มาก่อนหรือนานกว่า จึงเกิดภูมิประเทศเป็นเขาโดด ในพื้นที่ราบลูกคลื่นลอน ลาด โดยกระจายตัวเป็นแนวเขาโดดคู่ขนานกับแนวแรกที่กล่าวแล้ว คือ แนวเขาโดดเขาผาแดง – เขาพริก – เขาเขียว

2. ซากดึกดำบรรพ์
สิ่งที่เป็นความพิเศษเฉพาะพื้นที่ (Unique) ในทางธรณีวิทยา คือ ฟอสซิลไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมยุค จำนวนมากและหลากหลายชนิดในชั้นหินกรวดมนปนปูนที่แทรกสลับชั้นอยู่กับหินทราย ในเขตอำเภอเมือง นครราชสีมา กับฟอสซิลช้างดึกด าบรรพ์และสัตว์ร่วมยุค รวมทั้งไม้กลายเป็นหินที่สะสมตัวอยู่ในชั้นตะกอนร่วน กรวดทราย ในเขตอ าเภอเฉลิมพระเกียรติเมืองนครราชสีมา และอำเภอขามทะเลสอ จนอาจกล่าวได้ว่า เมือง โคราช คือ มหานครแห่งบรรพชีวินของโลก หรือเวิร์ลพาลีออนโตโปลิส (World Paleontopolis)

 1) แหล่งไดโนเสาร์ ในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอใกล้เคียง เป็นแหล่งพบฟอสซิลไดโนเสาร์จำนวนนับพันชิ้น ฟันไดโนเสาร์มากกว่า 200 ชิ้น และพบไดโนเสาร์อิกัวโนดอนต์สายพันธุ์ใหม่ของโลกแล้ว 3 สกุล มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ (Ratchasimasaurus suranareae) สยามโมดอน นิ่มงามมิ (Siamodon nimngami) และ สิรินธรน่า โคราชเอนซิส (Sirindhorna khoratensis) พบจระเข้สายพันธุ์ใหม่ของโลก โคราโตซูคัส จินตสกุลไล (Khoratosuchus jintasakuli) เต่าพันธุ์ใหม่ของโลกชนิด คิซิลคูเมมิส โคราชเอนซิส (Kizylkumemys khoratensis) รวมทั้ง ไดโนเสาร์พันธุ์กินเนื้อที่คาดว่ามีความยาวมากกว่า 10 เมตร ในจำพวก “คาร์คาโรดอนโตซอร์” (Carcharodontosaur)

2) แหล่งฟอสซิลไม้กลายเป็นหิน พบกระจายทั้งบนผิวดินและใต้ดินในทุกอำเภอของอุทยานธรณี ด้วยความสวยงามที่มีเนื้อดั่งอัญมณี ความหลากหลายชนิดและรูปแบบการพบในปริมาณที่มาก และพบเป็นพันธุ์ใหม่ของโลกหลายชนิดทำให้จังหวัดนครราชสีมาและหลายภาคส่วน ร่วมกันจัดตั้งสถาบันวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีขึ้นในอำเภอเมืองนครราชสีมา และนับเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่แห่งแรกของเอเชียและเป็น 1 ใน 7 แห่งของโลก

3) แหล่งฟอสซิลช้างลุ่มน้ำมูล เป็นแหล่งในอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอเมืองนครราชสีมา ในพื้นที่ราบลุ่มบริเวณจุดบรรจบของลำตะคองกับแม่น้ำมูลที่เป็นสายหลักของภาคอีสาน รวมทั้งในลุ่มน้ำลำเชียงไกรอีกสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล โดยพบฟอสซิลช้างดึกดำบรรพ์หลากหลายสายพันธุ์ที่สุดในโลกที่มีอายุอยู่ในช่วง 16 – 0.01 ล้านปีก่อน คือพบถึง 10 สกุล จาก 55 สกุลที่พบทั่วโลก (ร้อยละ 18) ได้แก่ ช้างสี่งากอมโฟธีเรียม (Gomphotherium) ช้างงาจอบเล็กโปรไดโนธีเรียม (Prodeinotherium) ช้างงาเสียมโปรตานันคัส (Protanancus) เตตระโลโฟดอน (Tetralophodon) สเตโกโลโฟดอน (Stegolophodon) ไซโกโลโฟดอน (Zygolophodon) ช้างงาจอบใหญ่ไดโนธีเรียม (Deinotherium) ช้างสองงาไซโนมาสโตดอน (Sinomastodon) สเตโกดอน (Stegodon) และเอลิฟาส (Elephas) แหล่งพบเป็นบ่อทรายริมแม่น้ำมูลในตำบลท่าช้าง และพบร่วมกับสัตว์อื่น ๆ ซึ่งบางชนิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก ได้แก่ อุรังอุตังโคราช (Khoratpithecus piriyai) บรรพบุรุษฮิปโปโบราณ คือ เมอริโคโปเตมัส ท่าช้างเอนซิส (Merycopotamus thachangensis) แรดโคราชไร้นอ (Aceratherium porpani) รวมทั้งฟอสซิลสัตว์อื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น ยีราฟคอสั้น ม้าสามนิ้วฮิปปาเรียน ฮิปโปโบราณ ชาลิโคแธร์ เสือเขี้ยวดาบ หมูป่า กวางเขาเกลียว วัวควาย จระเข้ ตะโขง ตะพาบน้ำ หอยกาบ ฯลฯ โดยคาดว่าแหล่งฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมท่าช้าง ซึ่งมีอายุอยู่ในสมัยไมโอซีน-ไพลโอซีน-ไพลสโตซีน มีความสำคัญเทียบเท่าแหล่งมรดกโลกเมสเซล (Messel)  ซึ่งเป็นแหล่งฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในสมัยอีโอซีน (57 – 36 ล้านปีก่อน) ของประเทศเยอรมนี ส่วนในพื้นที่ราบทางตอนเหนือของอำเภอเมืองนครราชสีมา พบฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมัยไพลโตซีนตอนปลาย หลากหลายชนิดมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ต่ำกว่า 15 ชนิด เช่น ไฮยีน่า ช้างสเตโกดอน ช้างเอลิฟาส กวางดาว กูปรี ลิงแม็คแคก หมาใน เลียงผาใต้ แรดชวา แรดอินเดีย เป็นต้น