การบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์

การบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์ทั้ง ๗ ประเภท

               มีความแตกต่างกันขึ้นกับลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งนั้นๆจึงมีแนวทางเบื้องต้นสำหรับหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่ของแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์แต่ละประเภทนำไปใช้เพื่อการวางแผนบริหารจัดการแหล่งให้มีความเหมาะสมและเกิดการอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาทั้งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างภาคีการทำงานร่วมกันของหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเหมาะสมด้วย แนวทางการบริหารจัดการเบื้องต้นของแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยาของแต่ละประเภท มีดังต่อไปนี้

๑. แหล่งแร่แบบฉบับ แนวทางการบริหารจัดการแหล่งแร่แบบฉบับควรพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ซึ่งควรกำหนด เขตแหล่งแร่แบบฉบับไว้เพื่อการศึกษาวิจัย และเรียนรู้เป็นการเฉพาะ อาจจัดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ในพื้นที่แหล่งแร่แบบฉบับได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิชาการควบคู่กับสันทนาการ กิจกรรมที่จัด เช่น จำลองสภาพการทำเหมืองให้เสมือนจริง หรือมีการจัดพื้นที่แสดงกิจกรรมการทำเหมืองแร่ ทั้งนี้หน่วยงาน ผู้ดูแลพื้นที่ต้องกำหนดระเบียบที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเหมาะสม ซึ่งแหล่งแร่แบบฉบับสามารถ อยู่ในพื้นที่ที่มีการทำเหมืองแร่ หรืออาจดำเนินการภายหลังเลิกการทำเหมืองแร่ไปแล้วก็ได้ แหล่งแร่แบบฉบับ จะเป็นแหล่งที่ใช้สำหรับอ้างอิงทางวิชาการ การบริหารจัดการแหล่งแร่แบบฉบับควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑) ศึกษาศักยภาพของแหล่งในด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหรือศึกษาวิจัยในพื้นที่

๒) ศึกษาและดำเนินการด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่เป็นเขตแสดงแหล่งแร่แบบฉบับแก่ผู้เข้าชมอย่าง เหมาะสม

๒. แหล่งหินแบบฉบับ แนวทางการบริหารจัดการแหล่งหินแบบฉบับควรพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ซึ่งควรกำหนด เขตแหล่งหินแบบฉบับไว้เพื่อการศึกษาวิจัย และเรียนรู้เป็นการเฉพาะ อาจจัดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่แหล่งหินแบบฉบับได้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิชาการควบคู่กับสันทนาการทั้งนี้หน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่ต้องกำหนดระเบียบที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเหมาะสม แหล่งหินแบบฉบับจะเป็นแหล่งที่ ใช้สำหรับอ้างอิงทางวิชาการ การบริหารจัดการแหล่งหินแบบฉบับควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑) ให้มีความสำคัญกับขอบเขตของแหล่งหินแบบฉบับที่ชัดเจนหรือตำแหน่งที่พบเห็นแหล่งหิน แบบฉบับที่ชัดเจน

๒) จัดทำแนวเขตบริเวณตัวแหล่งเพื่อป้องกันการสัมผัสจากผู้เยี่ยมชมแหล่ง

๓) ศึกษาศักยภาพของแหล่งในด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหรือศึกษาวิจัยในพื้นที่

๓. ธรณีวิทยาโครงสร้าง แนวทางการบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์ประเภทธรณีวิทยาโครงสร้างซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยควรพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งศึกษาเรียนรู้รวมทั้งการศึกษาวิจัย อีกทั้งต้องคำนึงถึงลักษณะของธรณีวิทยาโครงสร้างซึ่งส่วนใหญ่จะมีความเสี่ยงต่อการผุพังโดยธรรมชาติได้ง่าย แนวทางการบริหารจัดการธรณีวิทยาโครงสร้างควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑) อนุรักษ์สภาพธรรมชาติเดิมให้มากที่สุด ซึ่งต้องสอดคล้องกับกฎหมายและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ของหน่วยงานเจ้าของพื้นที่

๒) ควรมีแผนการป้องกันความเสี่ยงของแหล่งตามลักษณะพื้นที่เนื่องจากธรณีวิทยาโครงสร้างจะมี ความเสี่ยงต่อการผุพังโดยธรรมชาติโดยง่าย เช่น การจัดทำแนวเขตบริเวณตัวแหล่งเพื่อป้องกันการสัมผัสจาก ผู้เยี่ยมชมแหล่ง

๔. ธรณีสัณฐาน แหล่งธรณีสัณฐานซึ่งมีหลายประเภท ได้แก่ ภูเขา ถ้ำ น้ำตกและชายหาดซึ่งแหล่งธรณีวิทยาอันควร อนุรักษ์ประเภทนี้มีจำนวนมากในประเทศไทย แนวทางการบริหารจัดการต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ซึ่งอาจมีหลายแหล่งและพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ การศึกษาวิจัย รวมทั้งหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ต้องออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเหมาะสมแนวทางการบริหารจัดการธรณีสัณฐานควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑) อนุรักษ์เพื่อให้ดำรงสภาพธรรมชาติเดิมให้มากที่สุด โดยคำนึงถึงระบบนิเวศโดยรวมของพื้นที่ ซึ่งต้องสอดคล้องกับกฎหมายและการใช้ประโยชน์ที่ดินของหน่วยงานเจ้าของพื้นที่

๒) จัดทำผังการใช้ที่ดินในพื้นที่แหล่ง การแบ่งเขตการใช้พื้นที่ หรือการกำหนดพื้นที่แหล่งทางธรณีวิทยา เพื่อกำหนดขอบเขตการอนุรักษ์ที่เหมาะสม เช่น การวางตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่เหมาะสม และไม่แออัดมากเกินไป การสร้างสิ่งก่อสร้างให้มีความกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ

๓) ควรมีแผนการป้องกันความเสี่ยงของแหล่งตามลักษณะพื้นที่ เนื่องจากธรณีสัณฐานบางแหล่งมี ความเสี่ยงต่อการผุพังโดยธรรมชาติโดยง่าย ได้แก่ ภูมิลักษณ์จากการผุพังสึกกร่อนของหิน เช่น หอนางอุษาใน อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท สวนหินเทิน และภูมิลักษณ์จากการผุพังสึกกร่อนของตะกอน เช่น แพะเมืองผี เสาดินนาน้อย ละลุ เป็นต้น การจัดทำแนวเขตบริเวณตัวแหล่งเพื่อป้องกันการสัมผัสจากผู้เยี่ยมชมแหล่ง ลดการเหยียบย่ำบริเวณแหล่ง การใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น ใช้ไฟฉายเพื่อให้แสงสว่างภายใน ถ้ำและลดการรบกวนสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในถ้ำ ติดตั้งป้ายระเบียบการเยี่ยมชมสถานที่

๕. พุน้ำร้อน แนวทางการบริหารจัดการพุน้ำร้อนควรพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (อาบน้ำแร่) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อน ควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑) ในการต่อเติมในพื้นที่ต้องมีความกลมกลืนกับธรรมชาติเดิมให้มากที่สุด หรือการใช้ประโยชน์ให้ เหมาะสมกับระบบนิเวศและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น

๒) จัดทำผังการใช้ที่ดินในพื้นที่แหล่ง การแบ่งเขตการใช้พื้นที่หรือการกำหนดพื้นที่แหล่งทางธรณีวิทยา เพื่อกำหนดขอบเขตการอนุรักษ์ที่เหมาะสมไม่ใกล้แหล่งพุน้ำร้อนจนเกิดความเสียหายต่อแหล่ง

๓) ให้มีการควบคุมคุณภาพน้ำได้แก่ ๑) กรองน้ำเบื้องต้นเพื่อนำสิ่งปะปนในแหล่งน้ำแร่ออกก่อนนำไป ให้บริการ ๒) เปลี่ยนถ่ายน้ำสำหรับบ่อแช่รวม (สาธารณะ) ควรใช้ระบบน้ำล้นในการเปลี่ยนถ่ายน้ำและสำหรับ บ่อแช่ส่วนตัว ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกครั้งหลังให้บริการ ๓) ล้างทำความสะอาดบ่อแช่รวม (ไม่น้อยกว่า ๒ ครั้งต่อสัปดาห์) และบ่อแช่ส่วนตัว (ทุกครั้งหลังให้บริการ)

๔) ท่อส่งน้ำควรมีความปลอดภัยและทนทาน ใช้วัสดุที่เหมาะสมกับอุณหภูมิของน้ำและไม่ทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุตามธรรมชาติในน้ำร้อน และ ๕) น้ำแร่ที่ ให้บริการแล้วต้องไม่นำกลับมาให้บริการอีก ๔) ควรกำหนดมาตรการในการติดตามตรวจสอบผลกระทบจากกิจกรรมการให้บริการพุน้ำร้อนต่อ ระบบนิเวศ

๕) จัดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในพื้นที่ให้บริการบ่อน้ำร้อน ได้แก่ ๑) ควรมีระบบถ่ายเทอากาศที่ ถูกสุขลักษณะ และมีแสงสว่างเพียงพอสำหรับบริเวณที่ให้บริการ ๒) ควรใช้วัสดุปูพื้นที่ง่ายต่อการทำ ความสะอาดและในบริเวณที่เปียกควรใช้วัสดุพื้นผิวกันลื่นหรือกระเบื้องที่มีผิวสัมผัสหยาบ ๓) ทางเดินภายใน พื้นที่ที่ให้บริการต้องมีความสะอาด ปลอดภัย และมีแสงสว่างเพียงพอ และ ๔) ขนาดของบ่อแช่ควรมีขนาดที่ เหมาะสมกับการให้บริการเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการ

๖) จัดให้มีพนักงานที่มีความรู้ ความเข้าใจ คอยให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการ ตรวจตราดูแลการใช้บริการ ทั้งในขณะใช้ และหลังใช้บริการ และมีการจดบันทึกอ่านวัดค่าอุณหภูมิเป็นประจำทุกวัน เพื่อการนำมาวิเคราะห์ คุณภาพของน้ำร้อน

๖. ล้าดับชั้นหินแบบฉบับ แนวทางการบริหารจัดการแหล่งลำดับชั้นหินแบบฉบับควรพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทาง วิชาการ และเพื่อใช้สำหรับอ้างอิงทางวิชาการ ซึ่งควรกำหนดเขตลำดับชั้นหินแบบฉบับสัม หรับศึกษาวิจัย และ เรียนรู้ไว้ รวมทั้งหน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่ต้องออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเหมาะสม การบริหารจัดการแหล่งลำดับชั้นหินแบบฉบับ ควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑) ให้ความสำคัญกับขอบเขตของลำดับชั้นหินแบบฉบับ หรือตำแหน่งที่พบลำดับชั้นหินแบบฉบับ

๒) จัดทำแนวเขตบริเวณตัวแหล่งเพื่อป้องกันการสัมผัสจากผู้เยี่ยมชมแหล่ง

๗. ซากดึกด้ำบรรพ์ แนวทางการบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ได้แก่ ซากไดโนเสาร์ หอย สัตว์ประเภทต่างๆ และ ไม้กลายเป็นหิน ควรพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และแหล่งศึกษาวิจัยทางวิชาการ การบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ควรมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

๑)  ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของซากดึกดำบรรพ์และแหล่งที่พบเพื่อจัดแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจนได้แก่พื้นที่สงวนสำหรับเป็นแหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ พื้นที่พัฒนาสำหรับเป็นพื้นที่จัดแสดงหรือ พิพิธภัณฑ์ พื้นที่อำนวยความสะดวก และพื้นที่สำหรับร้านค้า

๒)  กำหนดกิจกรรมที่เหมาะสมในเขตพื้นที่ต่างๆ และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเสียหายต่อ คุณค่าของแหล่ง รวมถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่

๓)  เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือในอาคาร เพื่อเป็นการอนุรักษ์แหล่ง และเพื่อ ประโยชน์ในการศึกษา

นอกจากที่กำหนดแนวทางการบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยาไว้ในเบื้องต้นนี้แล้ว การอนุรักษ์แหล่ง ธรณีวิทยาต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. การคุ้มครอง การอนุรักษ์แหล่ง

๒. การเผยแพร่ความรู้

๓. การมีส่วนร่วม

๔. การรักษาความปลอดภัย

๕. สิ่งอำนวยความสะดวก

๖. การเข้าถึงแหล่ง

๗. การท่องเที่ยวเขิงธรณีวิทยาและเชิงอนุรักษ์

๘. การพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่นและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งผู้ดูแลแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยาควรดำเนินการจัดทำแผนบริหารจัดการที่มีความเหมาะสมโดยมี ปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดูแลและอนุรักษ์แหล่ง ทั้งนี้ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งประชาชนในท้องถิ่นที่อยู่ใกล้กับแหล่ง