การสมัครเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย

ข้อกำหนดการประกาศเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย (National Geopark of Thailand)

อุทยานธรณี คือ พื้นที่ที่รวมแหล่งธรณีวิทยาและสภาพภูมิประเทศที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยา พื้นที่เหล่านี้ได้รับการบริหารจัดการแบบองค์รวม ซึ่งประกอบด้วย การคุ้มครองหรือการอนุรักษ์ การให้การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน อุทยานธรณีไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะธรณีวิทยาเพียงอย่างเดียว อุทยานธรณีต้องมีการ เชื่อมโยงทางธรณีวิทยากับทรัพยากรด้านอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น ธรรมชาติวิทยา วัฒนธรรม และมรดกด้านอื่นๆ ที่จับต้องไม่ได้ อุทยานธรณี ถูกตั้งขึ้นโดยใช้กระบวนการ “จากล่างสู่บน” ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ หน่วยงานในท้องถิ่นและภูมิภาคทั้งหมด (เช่น เจ้าของที่ดิน กลุ่มชุมชน ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว ประชาชนใน พื้นที่ และองค์กรท้องถิ่น) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังของชุมชนท้องถิ่น ความเข้มแข็ง ของพันธมิตรจากหลายภาคส่วนในท้องถิ่น และการสนับสนุนของภาครัฐในระยะยาว และมีการพัฒนายุทธศาสตร์ อย่างจริงจังที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายของชุมชน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์มรดกทาง ธรณีวิทยาไปด้วยกัน สำหรับการพัฒนาอุทยานธรณีระดับประเทศและความหลากหลายทาง ธรณีวิทยา โดยใช้แนวทางการพัฒนาอุทยานธรณีโลกของ UNESCO เป็นต้นแบบ ข้อกำหนดฯ ดังกล่าว ประกอบด้วยเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางการสมัครเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศแบบสมัครใจ พื้นที่ที่ประสงค์ สมัครต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาและจัดตั้งอุทยานธรณีจะพิจารณาใบสมัครโดยอ้างอิงจากข้อกำหนดฯ นี้

ส่วนที่ ๑ ข้อสำคัญในการเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย

๑. มีแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์หรือแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยาและแหล่งธรรมชาติวิทยา แหล่งประวัติศาสตร์ หรือแหล่งวัฒนธรรม ต้องมีแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์หรือแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยา มีประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา และกระบวนการที่ทำให้เกิดขึ้น และมีความสำคัญในเชิงวิทยาศาสตร์ ความแปลกหรือความงดงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ต้องมีแหล่งอื่นๆ ด้วย เช่น แหล่งธรรมชาติวิทยา แหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดี และแหล่งวัฒนธรรมที่มีคุณค่า อุทยานธรณีเป็นการบูรณาการในหลายมิติ เพื่อเชื่อมโยงมรดกทางธรณีวิทยากับด้านอื่นๆ ซึ่ง มีผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์และสังคม

๒. มีขอบเขตอุทยำนธรณีที่ชัดเจนและเป็นพื้นที่ผืนเดียวกัน ต้องเป็นพื้นที่ที่ได้รับการประเมินขอบเขตชัดเจน เป็นพื้นที่ผืนเดียวกัน ครอบคลุมแหล่งธรณีวิทยา อันควรอนุรักษ์หรือแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยา และแหล่งอื่นๆ อย่างครบถ้วน โดยไม่จ าเป็นต้องสัมพันธ์กับขอบเขต การปกครอง ระบุต าบลและอ าเภอทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่อุทยานธรณี และกว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับการพัฒนา ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว ขอบเขตอุทยานธรณีสามารถซ้อนทับกับ พื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ในรูปแบบอื่นได้ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น ขอบเขตอุทยานธรณี แห่งหนึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า ๑ จังหวัด

๓. มีโครงสร้ำงในกำรบริหำรจัดกำรอุทยำนธรณี โครงสร้างในการบริหารจัดการอุทยานธรณี สามารถประกอบด้วยบุคคลจากหลายภาคส่วนตาม ความเหมาะสม อาทิ หน่วยงานของภาครัฐ หน่วยงานเอกชน ประชาชนในท้องถิ่น และบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น เพื่อด าเนินงานต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายของอุทยานธรณี

๔. มีแผนบริหำรจัดกำรอุทยำนธรณี ก่อนการยื่นใบสมัครเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยต้องมีแผนบริหารจัดการอุทยานธรณีและแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน แผนดังกล่าวต้องตรงกับความต้องการทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในท้องถิ่น มีการคุ้มครองแหล่ง ตา่งๆ และมีการอนุรักษ์วัฒนธรรมในพื้นที่ของตนเอง

๕. มีกำรมีส่วนร่วมของประชำชนในกิจกรรมอุทยำนธรณี การจัดตั้งอุทยานธรณี ควรได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากชุมชนและเกิดจากความต้องการของ ชุมชนหรือองค์กรท้องถิ่น ประชาชนควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของอุทยานธรณี เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชน ในท้องถิ่นตระหนักถึงความส าคัญของทรัพยากรที่มีอยู่ กระตุ้นให้รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่ และเกิดความหวง แหนในพื้นที่ อันจะน ามาซึ่งการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป
๖. มีกำรเผยแพร่ควำมรู้ที่เกี่ยวกับอุทยานธรณีผ่ำนสื่อต่ำงๆ อุทยานธรณีส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา เป็นหลัก ดังนั้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาจึงมีความจ าเป็นที่อุทยานธรณีต้องมีการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลและความรู้ไปสู่นักท่องเที่ยวและประชาชนท้องถิ่น โดยผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ เว็บไซต์ แผ่นพับ และแผนที่ที่มีข้อมูลแหล่งธรณีวิทยาและแหล่งอื่นๆ เป็นต้น

๗. มีกำรท่องเที่ยวบริเวณแหล่งธรณีวิทยำอันควรอนุรักษ์หรือแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยำ และ แหล่งธรรมชำติวิทยำ แหล่งประวัติศำสตร์ หรือแหล่งวัฒนธรรม การท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ภายในอุทยานธรณี ล้วนมีส่วนช่วยให้อุทยานธรณีประสบความส าเร็จ เนื่องจากเกิดการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและน าไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนส าคัญ เป็นอย่างมากในการผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ ซึ่งการท่องเที่ยวต้องมีความสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น ลักษณะธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่ และควรค านึงถึงวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นด้วย

ส่วนที่ ๒ กำรประเมินตนเอง อุทยานธรณีระดับท้องถิ่นที่ประสงค์จะสมัครเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย ต้องมีข้อส าคัญ ในการเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยครบทั้ง ๗ ข้อ ตามปรากฏในส่วนที่ ๑ และท าการประเมินอุทยานธรณีเบื้องต้น ตามแบบฟอร์ม “เอกสารประเมินตนเอง” (ดาว์โหลดเอกสารประเมินตนเองสำหรับอุทยานธรณีประเทศไทย)

ส่วนที่ ๓ ขั้นตอนกำรสมัครอุทยานธรณีประเทศไทย (เอกสารแนบ ๒)

๑) ภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม : อุทยานธรณีระดับท้องถิ่นที่มีความประสงค์สมัครเป็นอุทยานธรณี ประเทศไทยต้องยื่นหนังสือแจ้งความจ านงในการเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศต่อคณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์ แหล่งธรณีวิทยาและจัดตั้งอุทยานธรณี โดยผ่านผู้มีอ านาจในการบริหารจัดการอุทยานธรณี (ชื่อพื้นที่) (เช่น ผู้ว่า ราชการจังหวัด/นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

๒) ระหว่างวันที่ ๑ มกราคม – ๒๘ กุมภาพันธ์ : อุทยานธรณีระดับท้องถิ่นที่มีความประสงค์ สมัคร เสนอ “เอกสารประกอบการสมัคร” ผ่านคณะกรรมการฯ โดยผ่านผู้มีอ านาจในการบริหารจัดการ อุทยานธรณี (ชื่อพื้นที่)

๓) ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๑ มีนาคม : คณะกรรมการฯ มอบหมายให้คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ และประเมินแหล่งธรณีวิทยาและอุทยานธรณี ตรวจสอบความครบถ้วนของ “เอกสารประกอบการสมัคร” และส่ง “เอกสารประกอบการสมัคร” ในส่วนธรณีวิทยาให้คณะท างานประเมินข้อมูลธรณีวิทยา เพื่อประเมินคุณค่าวิชาการ ของแหล่งธรณีวิทยา (Significant Geology) ในพื้นที่

๔) ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๐ เมษายน : คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ ส่งผู้ประเมินภาคสนามลง พื้นที่เพื่อประเมินพื้นที่และจัดทำ “รายงานการประเมินพื้นที่”

๕) ภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม : คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ พิจารณา “เอกสารประกอบ การสมัคร” และ “รายงานการประเมินพื้นที่” และเสนอต่อคณะกรรมการฯ เพื่อรับรองและประกาศอุทยานธรณี ท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย

๖) อุทยานธรณีได้ประกาศเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยแล้ว จะมีการประเมินซ้ำทุก ๔ ปี (ดูขั้นตอนการสมัคร)

ส่วนที่ ๔ หลักเกณฑ์การประเมินอุทยำนธรณีประเทศไทย คณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาและจัดตั้งอุทยานธรณี ใช้หลักเกณฑ์การประเมิน อุทยานธรณีประเทศไทยเพื่อพิจารณาประกาศการเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. ความครบถ้วนของเอกสารประกอบการสมัคร คณะกรรมการฯ โดยคณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารประกอบการสมัครตามที่ได้กำหนด (เอกสารแนบ ๓) หากเอกสารประกอบการสมัครครบถ้วน จะดำเนินการประเมินในขั้นตอนต่อไป แต่หากเอกสารประกอบ การสมัครไม่ครบถ้วน จะส่งคืนอุทยานธรณีระดับท้องถิ่นเพื่อปรับปรุงแก้ไข
  2. การประเมินคุณค่าทางธรณีวิทยาของแหล่งธรณีวิทยาและการประเมินภาคสนาม คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ ส่งเอกสารประกอบการสมัครในส่วนธรณีวิทยาให้คณะทำงานประเมินข้อมูลธรณีวิทยา ทำการประเมินคุณค่าทางธรณีวิทยาของแหล่งธรณีวิทยาในพื้นที่นั้น หากผ่านการประเมิน คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ จะส่งผู้ประเมินภาคสนามลงพื้นที่เพื่อประเมินพื้นที่และจัดทำรายงาน
    การประเมินพื้นที่ หากไม่ผ่านการประเมินจะปฏิเสธการสมัคร
  3. การรับรองและประกาศเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ พิจารณาเอกสารประกอบการสมัครและรายงานการประเมินพื้นที่ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
    • ผลคะแนนต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ คณะอนุกรรมกรรมการหลักเกณฑ์ฯ จะปฏิเสธ
      การสมัคร และหากประสงค์จะสมัครอีกครั้งต้องเริ่มต้นขั้นตอนใหม่ตั้งแต่ต้น
    • ผลคะแนนร้อยละ ๕๐ ขึ้นไป แต่องค์ประกอบย่อยข้อใดข้อหนึ่งมีคะแนนต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ให้เลื่อนการสมัครออกไปไม่เกิน ๒ ปี เพื่อทำการปรับปรุงตามคำแนะนำ และอุทยานธรณีระดับท้องถิ่นที่สมัครจะต้องจัดทำ “รายงานผลการดำเนินการปรับปรุง” เสนอต่อคณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ พิจารณา หากปรับปรุงตามคำแนะนำแล้วไม่ผ่านจะถูกปฏิเสธการสมัคร หากผ่านคณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ จะยอมรับการสมัครและเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อรับรองและประกาศเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย
    • ผลคะแนนร้อยละ ๕๐ ขึ้นไป และองค์ประกอบย่อยทุกข้อมีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ คณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์ฯ ยอมรับการสมัคร และนำเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อรับรองและประกาศเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย

. การประเมินซ้ำ อุทยานธรณีได้รับการประกาศเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยแล้ว จะต้องได้รับการประเมินซ้ำทุก ๔ ปี หากผ่านเกณฑ์การประเมินจะได้รับใบเขียว เพื่อเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยต่ออีก ๔ ปี หากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจะได้รับใบเหลืองและให้ดำเนินการปรับปรุงภายใน ๒ ปี หลังจากปรับปรุงแล้วไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินอีกครั้งจะได้รับใบแดง และถูกปลดออกจากการเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย

** ทั้งนี้ หากอุทยานธรณีประเทศไทยมีความพร้อมในการสมัครเป็นอุทยานธรณีระดับโลกของยูเนสโก สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการสมัครเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก